null

0

สิ่งที่แม้แต่เทวดายังเกรงใจ : พระอานนท์ ชุติปญฺโญ : พุทธศาสตร์ปี 3 มมร.ล้านนา

สิ่งที่แม้แต่เทวดายังเกรงใจ : พระอานนท์ ชุติปญฺโญ : พุทธศาสตร์ปี 3 มมร.ล้านนา


2020-03-01 17:58:03

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน ทรงตรัสเกี่ยวกับพระติสสะผู้อยู่ในถ้ำ

พระติสสะได้เรียนกัมมัฏฐานกับพระพุทธเจ้า และได้หลีกเร้นเข้าไปภาวนาในป่าเมื่อเดินหาที่ภาวนาได้ซักพักก็ได้พบกับถ้ำแห่งหนึ่ง ในขณะนั้นเองท่านก็มั่นใจว่าจะได้บรรลุธรรมะในถ้ำนี้แน่นอน แต่ในถ้ำแห่งนี้มีเทวดาอศัยอยู่ได้ก็เห็นพระสงฆ์เข้ามายังที่อาศัยของตน จึงคิดว่าพวกเราจะพาลูกหลานออกไปอยู่ที่อื่นซักแปปหนึ่งพระคงอยู่ในถ้ำไม่นาน สาเหตุเพราะพระติสสะนั้นเป็นผู้มีศีลรักษาศีลไม่เคยด่างพร้อยตั้งแต่บวชมาเทวดาเลยเกรงใจ



ตอนเช้าท่านก็ได้ไปบิณฑบาตในบ้าน มีอุบาสิกาคนหนึ่งเห็นท่านแล้วก็รู้สึกรักเหมือนลูกจึงได้นิมนต์ให้ท่านมาฉันที่บ้านของตนเป็นเวลา 3 เดือน พระติสสะก็รับคำขอนั้นเพราะตนเองจะได้ภาวนาเพื่อบรรลุธรรมที่ถ้ำแห่งนี้ให้ได้

เวลาได้ผ่านไปครึ่งเดือน เทวดาก็ได้เข้าใจว่าพระติสสะนี้จะอยู่ในถ้ำที่เป็นบ้านของเราเป็นเวลา 3 เดือนแน่ เรากับลูกหลานจะอยู่กับพระผู้มีศีลนี้เป็นเวลา 3 เดือนไม่ได้แน่พวกเราจะอยู่กันยาก เราก็ไม่อาจไล่พระได้ด้วย งั้นเราขอตรวจดูศีลของท่านหน่อยแล้วกันว่าท่านเคยพลาดทำผิดศีลหรือป่าว พอตรวจดูแล้วก็ไม่เห็นความด่างพร้อยของศีลของท่านเลย จึงคิดอุบายให้ศีลของท่านด่าง ดังนั้นจึงไปเข้าสิงลูกของอุบาสิกาที่ดูแลพระติสสะอยู่ อาการลูกที่โดนเข้าสิงคือ ตาเหลือก และน้ำลายไหลออกจากปาก



แล้วเทวดาก็ได้บอกแก่อุบาสิกาว่า เราได้สิงลูกของท่านไว้ ผู้ที่จะช่วยได้คือพระติสสะเท่านั้นจงไปขอชะเอมเครือกะเอาไปทอดน้ำมัน แล้วนัตถุ์เข้าทางจมูก แล้วเราจะปล่อยลูกของท่าน อุบาสิกาก็ได้กล่าวว่า แม้ว่าลูกของเราจะตายก็ไม่สามารถขอกับพระติสสะได้

งั้นท่านจงเทน้ำล้างเท้าของพระติสสะลงบนหัวของลูกของท่าน อุบาสิกาก็ตอบว่าฉันอาจจะทำข้อนี้ได้ เมื่อเวลาพระติสสะมา ก็ได้ถวายของเคี้ยวและล้างเท้าของพระติสสะระหว่างรอภัตรตาหาร และได้บอกกับท่านว่าจะขอเอาน้ำล้างเท้านี้ไปรดบนหัวของลูก พระติสสะก็ตอบตกลง เทวดาก็ได้ปล่อยลูกของอุบาสิกานั้นแล้วไปรอที่ปากถ้ำ



และเมื่อกลับไปถึงหน้าถ้ำก็ได้พบกับเทวดาและได้ถามจนทราบว่าเทวดานั้นเป็นผู้ที่อยู่ในถ้ำนี้เทวดานั้นได้ทักว่าศีลของท่านด่างพร้อยหรือป่าว พระติสสะก็ได้ตรวจดูก็ไม่พบเลยว่าจะมีการด่างพร้อยตั้งแต่ท่านบวชมา เทวดาได้ทักเรื่องน้ำล้างเท้าที่รดใส่หัวลูกของอุบาสิกา 

พระติสสะก็ได้กล่าวกับเทวดา เราตั้งตนไว้ชอบแล้ว เราไม่เห็นความประพฤติของเราทำให้ศาสนาหม่นหมอง แม้เทวดาก็ไม่เห็นความเศร้าหมองหรือด่างพร้อยในศีลของเรา เราได้บรรลุพระอรหันต์ในขณะตอนล้างเท้านั้นเอง ท่านได้กล่าวหาเราท่านไม่ควรที่จะอยู่ที่นี่ท่านจงหลีกหนีไปซะ

เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 3 เดือนจึงเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าเล่าเรื่องที่ท่านได้เจอมา ภิกษุทั้งหลายได้ถามว่าท่านไม่โกรธหรอที่โดนกล่าวหาอย่างนั้น พระติสสะก็ได้ตอบว่าเราไม่โกรธ พระพุทธเจ้าได้ฟังแล้วก็ได้กล่าวว่า บุตรของเรานั้นย่อยไม่โกรธ ไม่เกี่ยวข้อง ปรารถนาน้อย และสันโดษ นั้นคือบุตรของเรา



วัฒนธรรมสมัยก่อน

ผู้ที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มีความศรัทธาที่แรงกล้าเพราะสมัยนั้นพระพุทธเจ้ากำลังประกาศพระศาสนาแล้วพระสงฆ์ก็มีทางที่ตั้งเป้าหมายแค่หนทางเดียวคือการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของผู้ที่มีศรัทธาฟังคำของของพระพุทธเจ้าแล้วก็ออกหลีกเร้นอยู่ในป่าอยู่ในถ้ำเพื่อนปฏิบัติเพื่อนให้เข้าใจความจริงและบรรลุพระอรหันต์ ถ้าเปรียบกับสมัยปัจจุบันพระสงฆ์และสามเณรก็มีทางหลายๆทางที่ตัวเองตั้งเป้าไว้เช่น การเรียน การจดจำ การปกครอง และการปฏิบัติที่เป็นส่วนน้อย โหยหาแต่ความเจริญมีลาภ ยศ ความสะบาย เป็นต้น



ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้

พระสงฆ์ผู้ปฏิบัตดี ปฏิบัติชอบ เทวดาเห็นก็ยังเกรงใจแม้ตัวท่านเองไม่ได้พูดออกไปหรือป่าวประกาศใครบุคคลอื่นได้รับรู้แต่ก็มีความสุขของตนที่เป็นผู้ไม่ทำบาปเลยจะอยู่ที่ไหนก็มีความสุข อยู่ในบ้าน อยู่ในป่า อยู่ในถ้ำ แต่ถ้าตัวท่านเองไม่ได้บรรลุคุณวิเศษอะไรเลยในใจท่านเองก็มีความสุขเพราะรักษาศีลด้วยดีไม่ด่างพร้อยมาด้วยตลอดทางข้างหน้าของผู้ที่รักษาศีลได้อย่างดีนี้ก็จะมีแต่ความสุข เช่นได้เกิดในโลกสวรรค์ หรือพรหมโลกเป็นต้น แต่เมื่อตัวเองยังไม่ตายนั้นก็มีความสุขในปัจจุบันด้วย เพราะไม่เดือนร้อนใจอยู่ที่ไหนก็อยู่เป็นสุข การรักษาศีลสำหรับบางคนอาจจะยากแต่ก็ต้องพยายามฝึกตนเองและเมื่อรักษาจนเป๋นความเคยชินแล้วก็จะมีความสุขอยู่ในใจของเราเองไม่ต้องไปพึ่งสิ่งของภายน้อกเลย




พระอานนท์ ชุติปญฺโญ

คณะศาสนาและปรัชญา สาขาพุทธศาสตร์ ปี 3