null

0

ศึกษาธรรมแล้วไร้การปฏิบัติก็เป็นเช่นกับใบลานเปล่า : พระครูวิจิตรสังฆการ:พุทธศาสตร์ ปีที่ ๓ มมร.ล้านนา

ศึกษาธรรมแล้วไร้การปฏิบัติก็เป็นเช่นกับใบลานเปล่า : พระครูวิจิตรสังฆการ:พุทธศาสตร์ ปีที่ ๓ มมร.ล้านนา


2020-02-29 19:25:50

            ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ตุจโฉโปฏฐิละ เป็นผู้คงแก่เรียน แตกฉานในคำสอนของพระพุทธองค์ และมีลูกศิษย์มากมายที่บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล ยามใดเมื่อท่านอธิบายธรรม ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรือเถียงท่าน เป็นที่นับหน้าถือตาของคนโดยทั่วไป  เรื่องของพระโปฐิลเถระ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของพระใบลานเปล่า ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้ามาถึง ๗ พระองค์ ครั้นออกบวชก็ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน และยังสอนธรรมะให้กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของภิกษุ - สามเณรเป็นอย่างดี

           พระบรมศาสดาปรารถนาจะให้พระโปฐิละเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา คือได้ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพระโปฐิละมัวแต่สอนคนอื่นจนไม่มีเวลาสอนตนเอง ไม่ยอมปลีกวิเวกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพังบ้าง วัน ๆ ได้แต่เตรียมสอนธรรมะ และตอบปัญหาข้อสงสัยให้กับลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะสลัดออกจากกองทุกข์เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน ยามใดเมื่อท่านอธิบายธรรม ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรือเถียงท่าน เป็นที่นับหน้าถือตาของคนโดยทั่วไป วันหนึ่ง ท่านไปกราบพระพุทธเจ้า ขณะก้มลงกราบ พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "มาแล้วหรือ ท่านใบลานเปล่า" เมื่อท่านเสร็จกิจทูลลากลับ พระพุทธองค์ก็ตรัสอีกว่า "กลับแล้วหรือ ท่านใบลานเปล่า" ทำให้ท่านกลับไปคิดตริตรองว่า “เราเป็นผู้ทรงไว้ทั้งพระไตรปิฎก แต่พระบรมศาสดาก็ยังตรัสเรียกเราว่าใบลานเปล่า อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ไม่มีคุณวิเศษภายใน” เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าจริง ท่านเป็นพระเรียนอย่างเดียว ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลย เมื่อมองดูจิตใจของตน ก็ไม่ต่างจากฆราวาสเลย ยังมีกิเลส โลภ-โกรธ-หลง อยู่ครบ ท่านจึงเกิดความละอายใจ อยากจะปฏิบัติธรรมบ้าง เมื่อไปหาอาจารย์ตามที่ต่าง ๆ ก็ไม่มีใครกล้ารับ เพราะเห็นว่าท่านร่ำเรียนมามาก ไม่มีใครกล้าสอน มาขอฝึกกับพระลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีท่านใดยอมสอนเช่นกัน เมื่อหมดทางเลือกท่านจึงไปขอฝึกกับสามเณรซึ่งเป็นลูกศิษย์ของตนเองแต่เป็นอริยบุคคล สามเณรจึงทดสอบว่าท่านมีความจริงใจและลดอัตตาในการเป็นอาจารย์หรือยัง

        จึงสั่งให้ท่านห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วให้ท่านโปฎฐิละ เดินลงไปในสระน้ำ ท่าน โปฎฐิละ ก็ทำตามคือเดินลงไปเรื่อย ๆ ถามเณรว่าลงพอหรือยัง สามเณรซึ่งอยู่ริมตลิ่งก็ตะโกนบอกว่า “ยัง..ลงไปอีก” ท่านก็ลงไปเรื่อย ๆ จนเกือบถึงคอ เณรถึงสั่งให้พอ ครั้นเมื่อสามเณรเห็นว่าท่านละทิฐิได้แล้ว จึงสอนวิธีกำหนดอารมณ์จับอารมณ์ให้รู้จักจิตของตน โดยยกอุบายขึ้นว่า "เหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปอยู่ในโพลงจอมปลวกซึ่งมีรูอยู่หกรู ถ้าเหี้ยเข้าไปในนั้น ทำอย่างไรจึงจะจับเหี้ยได้? " ท่านโปฎฐิละ ด้วยความเป็นผู้คงแก่เรียนมีปัญญามากอยู่แล้ว ก็เข้าใจคำสอนของเณรทันที และตอบสามเณรว่า "จะจับเหี้ย ก็ต้องหาอะไรมาปิดรูไว้ก่อนห้ารู เหลือเพียงรูเดียวให้เหี้ยออก แล้วคอยจ้องมองดูที่รูนั้น เมื่อเหี้ยวิ่งออกมาเมื่อไรก็คอยดักจับเท่านั้นเองก็จะได้เหี้ยโดยง่าย" การกำหนดจิตก็เหมือนกับการจับเหี้ย ต้องปิดทวารทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เสียก่อน คงเหลือกำหนดแต่จิต หรือใจเพียงอย่างเดียว แล้วใช้สติเป็นตัวคอยควบคุม ท้ายที่สุดพระตุจโฉโปฎฐิละ ก็บรรลุธรรม เลิกเป็นพระใบลานเปล่า...

        วิชาความรู้ในทางพระพุทธศาสนา เป็นความรู้ที่นำไปสู่การเห็นแจ้งภายใน ยิ่งเรียนก็ยิ่งมีความสุข อยากเพิ่มพูนความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจให้มากยิ่งขึ้น ผู้ได้ศึกษาคำสอนของพระบรมศาสดา นับว่าเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ เพราะความรู้นี้ไม่ใช่เกิดจากการวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ หรือทดลองได้ผลระดับหนึ่ง แล้วนำมาเขียนเป็นตำรับตำราสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหา แต่เป็นคำสอนที่เกิดจากการรู้แจ้งเห็นจริงที่เรียกว่า เกิดจากการตรัสรู้ธรรม เป็นความรู้ที่หลั่งไหลมาจากกลางพระธรรมกายอรหัตของพระพุทธองค์ เป็นความรู้ที่คู่กับความสุข และความบริสุทธิ์   ผู้ที่มีโอกาสได้ศึกษาจึงเหมือนกับได้เข้าไปนั่งใกล้พระพุทธองค์ นั่งใกล้พระรัตนตรัย

        คำสอนของพระบรมศาสดา ปัจจุบันเราสามารถหาศึกษาได้จากในพระไตรปิฎก หรือในคัมภีร์โบราณบ้าง พวกเราในฐานะเป็นสาวกของพระองค์ควรหาโอกาสศึกษาให้มีความรู้แตกฉานให้สมกับที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง นอกจากจะได้ความรู้ที่เป็นสุตมยปัญญาแล้ว ยังจะเป็นพลวปัจจัยเพิ่มพูนปัญญาบารมีของเรา และยังเป็นเหตุให้ก้าวไปสู่ขั้นภาวนามยปัญญาได้อย่างง่ายดาย เพื่อนำไปสู่หนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ ข้อคิดจากพุทธพจน์เรื่องนี้ วาจาสุภาษิตของผู้ทำไม่ได้ตามที่พูด ย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ฉันใด ดุจดอกไม้สีสวย แต่ไร้กลิ่น ฉันนั้น


พระครูวิจิตรสังฆการ