null

0

ทานที่ให้  สบายใจได้   ถ้าบริสุทธิ์ / นายนคร กรัชกายภาค / คณะพุทธศาสตร์ปี 3 มมร.ล้านนา

ทานที่ให้ สบายใจได้ ถ้าบริสุทธิ์ / นายนคร กรัชกายภาค / คณะพุทธศาสตร์ปี 3 มมร.ล้านนา


2020-03-01 19:04:22

ทานที่ให้  สบายใจได้   ถ้าบริสุทธิ์

พระพุทธเจ้าได้พักอยู่ที่วัดเชตวัน  ได้คุยกับเศรษฐี ชื่อว่า พิฬาลปทกะ(เศรษฐีตีนแมว)  ได้แสดงพระธรรมเทศนานี้ว่า  มาวมญฺญถ   ปุญฺญสฺส  เป็นต้น

             มีบัณฑิตอยู่คนหนึ่ง  ได้ฟังธรรมจากพระพทธเจ้าเรื่อง อานิสงส์ของทานแล้ว  เกิดความเลื่อมใส  อยากจะปฏิบัติตาม   ได้ชักชวนชาวบ้านทั้งหมู่บ้านมาร่วมกันถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์    ตามแต่กำลังศรัทธาของตน  และเมื่อบัณฑิตออกไปรับสิ่งของบริจาคจากชาวบ้านได้พบกับเศรษฐีคนหนึ่ง  เศรษฐีคนนี้เห็นบัณฑิตมารับของบริจาคที่ใกล้ตลาดของตน  เห็นว่าเขาทำไม่ถูกต้อง  เพราะเมื่อจะทำบุญก็ควรทำคนเดียวลำพัง ไม่ควรมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นด้วยการออกเรี่ยไรสิ่งของอย่างนี้   จึงได้ประชดประชันด้วยการบริจาคสิ่งของอย่างละเล็กละน้อย(หยิบสิ่งของพร่องเท่ากับตีนแมว) แต่เมื่อบริจาคสิ่งของไปแล้ว ก็กลัวว่าบัณฑิตคนนี้จะเอาไปนินทาหรือพูดในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับตน  จะทำให้ตัวเองนั้นเสียเกียรติเสียชื่อเสียงได้   จึงได้พกพาอาวุธไปในสถานที่รวบรวมสิ่งของที่บริจาค และได้คิดในใจว่า หากบัณฑิตพูดไม่ดีเกี่ยวกับตน   ก็จะใช้อาวุธฆ่าเสียให้ตาย

แต่พอถึงเวลากล่าวอนุโมทนาทานเข้าจริงๆบัณฑิตผู้ใจบุญนั้นกลับกล่าวอนุโมทนาแบ่งบุญแก่ทุกคนเท่าเทียมกัน  ไม่แยกแยะว่าใครให้น้อยใครให้มาก  เศรษฐีนั้นรู้สึกละอายใจ  ได้เข้าไปขอขมาโทษบัณฑิตใจบุญ    และพระพุทธเจ้าได้ทราบเรื่องจึงได้บอกถึงคุณค่าของทานกับเศรษฐีว่า “อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ ใครๆไม่ควรดูหมิ่นว่า นิดหน่อย   อันบุคคลถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว   ไม่ควรดูหมิ่นว่า  เป็นของนิดหน่อยด้วยว่า  บุรุษผู้บัณฑิต ทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้เปรียบเหมือนภาชนะที่เขาปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง  เมื่อฝนตกอยู่บ่อยๆ ภาชนะนั้นย่อมเต็มไปด้วยน้ำฉะนั้น”และได้ตรัสพระคาถาธรรมบท  พระคาถานี้ว่า   อย่าดูหมิ่นบุญว่า  เพียงเล็กน้อย   จักไม่มาถึง   แม้แต่หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยดน้ำ   ที่ตกลงมาไม่ขาดสายได้ ฉันใด     นักปราชญ์สั่งสมบุญ   แม้ทีละน้อยๆก็จะเต็มเปี่ยมด้วยบุญ   ฉันนั้น.       เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  เศรษฐีผู้นั้นบรรลุโสดาบัตติผลแล้ว    พระธรรมเทศนาได้มีประประโยชน์แม้แก่พุทธบริษัทที่มาประชุมกัน

ประเด็นที่หน้าสนใจ   การให้ทาน

การให้ทาน คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์

แบ่งออกเป็น ๓ อย่างได้แก่

๑. อามิสทาน คือการให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน

๒. ธรรมทาน คือการสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน

๓. อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน

การให้ทานที่ถือว่าเป็นความดี และได้บุญมากนั้นจะประกอบด้วยปัจจัย ๓ ประการอันได้แก่

๑. วัตถุบริสุทธิ์ คือเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ได้ไปยักยอกมา โกงมา หรือได้มาด้วยวิธีแยบยล

๒. เจตนาบริสุทธิ์ คือมีจิตยินดี ผ่องใสเบิกบาน ไม่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ให้ ตั้งแต่ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้

๓. บุคคลบริสุทธิ์ คือให้กับผู้รับที่มีศีลธรรม ตัวผู้ให้เองก็ต้องมีศีลที่บริสุทธิ์

การให้ทานที่ถือว่าไม่ดี และยังอาจเป็นบาปกรรมถึงเราทางอ้อมอีกด้วยได้แก่

๑. ให้สุรา ยาเสพย์ติด เป็นต้น (ถ้าเขาเมาแล้วขับรถชนตาย เราก็มีส่วนบาปด้วย)

๒. ให้อาวุธ (ถ้าอาวุธนั้นถูกเอาไปใช้ประหัตประหาร บาปก็มาถึงเราด้วย)

๓. ให้มหรสพ คือการบันเทิงทุกรูปแบบ

๔. ให้สัตว์เพศตรงข้ามเพื่อผสมพันธุ์ อันนี้รวมถึงการจัดหาสาวๆ ไปบำเรอผู้มีอำนาจหรือผู้น้อยด้วยเป็นต้น

๕. ให้ภาพลามก หรือสิ่งพิมพ์ลามก เพราะทำให้เกิดความกำหนัด เกิดกามกำเริบ (เมื่อดูแล้วเกิดไปฉุดคร่า ข่มขืนใคร บาปก็ตกทอดมาถึงเราด้วย)

          ทานเป็นบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า "ทานมัย" คือบุญที่เกิดจากการให้ เป็นสังคหวัตถุ คือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ และเป็นบ่อเกิดแห่งบารมีที่เรียกว่า ทานบารมี    การให้ทานมีวัตถุประสงค์สำคัญในการคลายความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ความโลภในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้เกิดความ ใส สว่าง สะอาดของจิตใจขึ้นมา


นายนคร  กรัชกายภาค